14ข้อฝึกหาความสุขแบบตัดตรง

1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมาก อย่าปล่อยให้จิตใจวนไปวนมากับความรู้สึกของตัวเอง เหมือนจมอยู่ในอ่าง ลองเปิดตามองไปรอบๆ แล้วมองให้เห็นว่า คนบนโลกนี้มีมากมายแค่ไหน ตัวเราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของโลก ดังนั้นก็อย่าไปให้ความสำคัญกับมันมากนัก ทุกข์บ้าง ผิดบ้าง เรื่องธรรมดา

2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย ในแง่ของความสุข เราไม่จำเป็นต้องสะสมอะไรเพื่อให้มีความสุข วิธีมีความสุขของคนเรามีมากมายหลายอย่าง และเราไม่ควรเลือกวิธีที่สร้างภาระให้กับตนเอง

3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หัดเว้นที่วางไว้ให้ความผิดพลาดบ้าง ทุกอย่างไม่จำเป็นต้องไร้ที่ติ การผิดบ้างถูกบ้างเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต เพียงแต่เราต้องรู้จักปรับปรุงตนเองไม่ให้ผิดพลาดบ่อยๆ ซ้ำๆซากๆ

4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมาก ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น มีแต่ทำให้จิตใจตนเองตกต่ำ และขุ่นมัว คนที่พูดจาไม่ดี แม้ว่าคำพูดจะดูฉลาดหลักแหลมเพียงไรมันก็คือความโง่ชนิดหนึ่ง คนที่พูดแต่เรื่องไม่ดีของคนอื่นนับเป็นคนหาความสุขได้ยากนัก

5. ฝึกให้ตัวเองรู้ธรรมชาติว่า อะไรๆ ก็ผ่านไปเสมอ หมายความว่า เวลามีความสุข ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความสุขมันก็ผ่านไป เวลามีความทุกข์ ก็ให้รู้ว่า เดี๋ยวความทุกข์ก็ผ่านไป เวลามีสถานการณ์แย่ๆ เกิดขึ้น ก็ให้รู้ทันว่า เรื่องราวเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่กับเราจนวันตาย ดังนั้น อย่าไปเสียเวลาคิดมาก อย่าไปย้ำคิดย้ำทำ อย่าไปหลงยึดไว้เกินความจำเป็น ให้รู้จักธรรมชาติของมัน การยึดติดกับวัตถุ บุคคล หรือความรู้สึกจนเกินเหตุ คือปัจจัยสำคัญอันดับต้นๆ ที่ทำให้คนเราเกิดความทุกข์ ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ และต้องฝึกฝนตนเองให้เป็นคนปล่อยวางอะไรง่ายๆ เข้าไว้

6. ฝึกให้ตัวเองเข้าใจเรื่องของการนินทา หมายความว่า เราเกิดมาก็ต้องรู้ตัวว่า เราต้องถูกนินทาแน่นอน ดังนั้น เมื่อถูกนินทาขอให้รู้ว่า "เรามาถูกทางแล้ว" แปลว่า เรายังมีตัวตนอยู่บนโลก คนที่ชอบเต้นแร้งเต้นกา กับคำนินทาก็คือคนไม่รู้เท่าทันโลก แม้แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังนินทาลูก คนเป็นลูกก็ยังนินทาพ่อแม่ นับประสาอะไรกับคนอื่น ถ้าเราห้ามตัวเองไม่ให้นินทาคนอื่นได้เมื่อไหร่ ค่อยมาคิดว่า เราจะไม่ถูกนินทา ขอให้รู้ว่า คำนินทาคือของคู่กับมนุษย์โลก มีมาช้านานแล้ว แม้แต่พระพุทธเจ้า นักบุญ คนที่สร้างคุณงามความดีไว้กับโลกมากมายยังถูกนินทา แล้วเราเป็นใครจะไม่ถูกนินทา ดังนั้น อย่าไปใส่ใจให้มาก ถ้าอะไรที่ดีเก็บไว้ปรับปรุงตัว อะไรที่ไม่ดี ทิ้งมันไว้ไม่ต้องไปตีคราคาสร้างค่าให้คำพูดไร้สาระ ส่วนตัวเราเอง ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกตนเองให้เป็นผู้ไม่นินทาคนอื่นเช่นกัน

7. ฝึกให้ตัวเองพ้นไปจากความเป็นขี้ข้าของเงิน หมายความว่า เราต้องหัดพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ รถยนต์ใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน นาฬิกาใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน เสื้อผ้าใช้อะไรอยู่ ก็หัดพอใจกับมัน การที่คนเราจะเลิกเป็นขี้ข้าเงินได้ ต้องเริ่มจากการรู้จักเพียงพอก่อน เมื่อรู้จักพอแล้ว ก็ไม่ต้องหาเงินมาก เมื่อไม่ต้องหาเงินมาก ชีวิตก็มีโอกาสทำอะไรที่มากกว่าการหาเงิน การยุติความเป็นขี้ข้าของอำนาจเงินนี้ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่ก็ต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ ชีวิตทั้งชีวิตของเรา ก็จะเป็นชีวิตที่เกิดมาแล้วตายไปเปล่าๆ ด้วยเหตุที่ว่า ใช้เวลาหมดไปกับการสะสมเงินทองที่เอาไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว

8. ฝึกให้ตัวเองเสียสละ และยอมเสียเปรียบ หมายความว่า การที่คนๆ หนึ่งยอมเสียเปรียบผู้อื่นบ้าง เป็นเรื่องจำเป็น ใครก็ตามที่บ้าความถูกต้อง บ้าเหตุบ้าผล ไม่ยอมเสียเปรียบอะไรเลย ไม่ช้า คนๆ นั้นก็จะเป็นบ้าสติแตก กลายเป็นคนที่ถูกทุกอย่างแต่ไม่มีความสุข เพราะต้องสู้รบกับคนรอบข้างเต็มไปหมดเพื่อความถูกต้องที่ตนเองยึดมั่นถือ มั่น ซึ่งส่วนใหญ่มันก็เป็นเพียงความถูกต้องที่กิเลสของตัวเองลากไป ไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกต้องตรงธรรมอย่างแท้จริง ดังนั้น การยอมเสียเปรียบ การให้ผู้อื่นด้วยความเบิกบานจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าที่เราคิดกัน มีแรงให้เอาแรงช่วย มีเงินให้เอาเงินช่วย มีความรู้ก็เอาความรู้เข้าไปช่วย ในหนึ่งวัน เราควรถามตัวเองว่า วันนี้เราได้ช่วยใครไปแล้วหรือยัง เราได้เสียเปรียบใครหรือยัง ถ้าคำตอบคือ "ยัง" ให้รู้เอาไว้เลยว่า เราเป็นอีกคนที่มีแนวโน้มจะหาความสุขได้ยากเต็มที

9. ฝึกตัวเองให้เป็นแสงสว่างในที่มืด หมายความว่า ตรงไหนที่มันมืด เราควรไปเป็นดวงไฟส่องทางให้เขา ตรงไหนที่ไม่มีคนช่วย เราควรไปทำ เช่น ลองหาเวลาไปรับประทานอาหารร้านที่ไม่มีลูกค้าเข้า อย่ามุ่งแต่เรื่องกิน ให้การกินของเรามันเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ร้านเขาไม่มีลูกค้า แล้วเราเข้าไปนั่ง มันไม่ใช่แค่เงิน แต่มันหมายถึงกำลังใจ อย่าคิดถึงการบริการที่ดีที่สุด อย่าคิดถึงรสชาติของอาหารให้มากนัก ให้คิดว่า เรากำลังเป็นผู้ให้ เดินเข้าร้านหนังสือ หนังสือเล่มไหน เก่าที่สุด เราอ่านเนื้อหาแล้วสนใจ หยิบมันขึ้นมาแล้วจ่ายเงิน นำมันกลับบ้าน เหลือหนังสือเล่มสวยๆ ไว้ให้คนอื่นๆ ได้ซื้อได้อ่าน อย่าไปบ้ากับการเก็บสิ่งที่ดีที่สุด อย่าไปบ้ากับการปรนเปรอสิ่งที่ดีที่สุดให้ตนเอง แต่ให้เน้นจิตใจที่ดีที่สุด ใช้วัตถุ ใช้เงินเป็นเครื่องมือในการซื้อจิตใจดีๆ สูงๆ สะอาดๆ ของเรากลับคืนมา วัตถุเป็นเรื่องไม่จีรัง แต่จิตใจดีๆ นั้นเป็นทั้งหมดของชีวิต เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องรู้จักรักษาดูแลเอาไว้ไม่ให้เกิดความเสียหาย

10. ฝึกให้ตัวเองไม่ไหลไปตามอำนาจวัตถุนิยม หมายความว่า ต้องรู้จักยับยั้งช่างใจ และมีปัญญาในการมองเห็นว่า อะไรคือสิ่งจำเป็น อะไรคือสิ่งที่เราถูกโฆษณาหลอก เรากำลังเป็นตัวของตัวเอง หรือเรากำลังบ้ากระแสสังคมอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลดความจำเป็นเรื่องแฟชั่น ลดความจำเป็นเรื่องโทรศัพท์ ลดความจำเป็นเรื่องสิ่งของเครื่องใช้ ก่อนจะซื้อ ก่อนจะอยากได้ ให้ลองถามตัวเองว่า เราอยากได้เพราะอะไร เพราะมันจำเป็น เพราะอยากเท่ อยากดูดีในสายตาของอื่น หรือเพราะอะไรกันแน่ๆ ตอบตัวเองให้ได้ชัดๆ ในเรื่องของความจำเป็นนี้ พูดได้เลยว่า ของในชีวิตส่วนใหญ่ที่เราครอบครองกันอยู่
มีไว้โชว์ มากกว่ามีไว้ใช้

11. ฝึกให้ตัวเองยอมรับความจริงง่ายๆ หมายความว่า อะไรที่ทำผิด อย่าดันทุรัง ให้พูดคำว่า ขอโทษครับ ขอโทษค่ะ ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะ ฝึกพูดคำเหล่านี้ให้เป็นเรื่องปกติ ความผิดไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่การผิดแล้วไม่ยอมรับผิดนั้นเป็นเรื่องเสียหาย และส่งผลเสียกับชีวิตเป็นวงกว้าง เพราะการปรับปรุงตัวนั้นมีจุดเริ่มต้นจากการที่คนๆ หนึ่งรู้ตัวว่าทำไม่ดี ดังนั้นคนที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองทำไม่ดีแล้วดันทุรัง ก็คือคนที่ไม่มีโอกาสปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น ขอให้รู้ว่า เมื่อเราทำผิด ต่อให้ปากแข็งแค่ไหน ดันทุรังแค่ไหน ผิดมันก็คือผิด หลอกตัวเองได้ แต่หลอกคนอื่นไม่ได้ เหมือนเราบอกว่า ไม่เหม็น แต่กลิ่นเหม็นนั้น ถ้ามันมีจริงมันก็โชยออกมาอยู่วันยังค่ำ

12. ฝึกให้ตัวเองรู้จักเลือกคนต้นแบบที่ถูกต้องตรงธรรม หมายความว่า เมื่อคิดจะเลือกใครสักคนมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต อย่าไปมุ่งเน้นแต่ความสำเร็จด้านเงินทองเพียงอย่างเดียว แต่เราควรให้ความสำคัญกับคุณค่าในด้านอื่นๆ ด้วยเช่น ความดี คุณธรรม ความเสียสละ เราควรเคารพและชื่นชมใครซักคนที่ความดีของเขาไม่ใช่รายได้ของเขา ทุกวันนี้ คำว่าความสำเร็จถูกใช้ไปกับเรื่องของเงินๆ ทองๆ มากเกินไป ใครหาเงินได้มาก แปลว่า คนๆ นั้นประสบความสำเร็จมาก ตรงนี้เป็นการให้คุณค่าที่ผิดพลาด การคิดเช่นนี้ย่อมเป็นการปลูกฝั่งค่านิยมในระดับจิตวิญญาณที่ทำให้เราให้ตก เป็นทาสของเงิน เมื่อเราเป็นทาสของเงินเสียแล้ว เราก็จะเป็นคนที่ฝากความสุขของเราไว้กับเงินด้วย เราเลือกต้นแบบอย่างไร ชีวิตของเราก็จะมุ่งหน้าไปทางนั้น สังคมจะดีขึ้นได้ก็เริ่มจากทัศนคติของเราตรงนี้นั่นเอง

13. ฝึกให้ตนเองเป็นคนไม่ทะเลาะกับคนใกล้ชิด หมายความว่า เราต้องไม่เป็นคนหน้าชื่นอกตรม คือยิ้มไปทั่วกับคนนอกบ้าน แต่กลับมาทะเลาะกับคนที่บ้าน ขอให้ใช้คนที่บ้านเป็นเครื่องมือฝึกจิตใจของตนเอง อะไรที่ยอมได้ก็ขอให้ยอม เสียเปรียบคนในครอบครัวให้มากที่สุด ดีกับเขาให้เหมือนเขาเป็นคนเดียวกับเรา อย่าเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องนอกบ้าน แต่กลับมาเก่งในบ้าน เพราะมันจะสร้างแต่ความทุกข์ให้ชีวิต ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตคนเรา ถ้าหาความสุขจากครอบครัวไม่ได้ ความสุขที่อื่นก็ไม่ต้องพูดถึง ต่อให้หลอกคนทั้งโลกได้ว่าชีวิตประสบความสำเร็จ แต่ภาพที่สร้างขึ้นมา ก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่จะย้อนกลับมาสร้างความละอายใจให้ตัวเองอยู่วันยังค่ำ ยอมพ่อแม่ ยอมลูกเมีย ยอมสามี ยอมคุณตาคุณยายคุณปู่คุณย่า สิ่งดีๆ ที่ทำแล้วชื่นใจก็ขอให้ทำให้บ่อย คำพูดดีๆ ที่พูดได้ก็ขอให้พูด ครอบครัวคือรากของมนุษย์ ถ้ารากของชีวิตเน่า ส่วนที่เหลือก็เน่าทั้งหมด

14. ฝึกตัวเองให้เข้าใจคำสอนของศาสนาตน หมายความว่า เรานับถือศาสนาอะไรอยู่ ก็ต้องเข้าใจคำสอนของศาสนานั้น แม้ทำตามคำสั่งสอนยังไม่ได้ แต่ก็ต้องเข้าใจถึงแก่นแท้ ขอให้ถามตัวเองว่า ทุกวันนี้ หัวใจของศาสนาตัวเองคืออะไร เรารู้แล้วหรือยัง หยิบกระดาษขึ้นมาหนึ่งแผ่น แล้วลองเขียนดู ถ้าไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรลงไป ก็แปลว่า เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสนาของเรา อย่าหลอกตัวเองว่าเรารู้แล้ว ถ้าไม่มีอะไรจะเขียน นึกเรื่องจะเขียนไม่ออก ก็แปลว่าเราไม่รู้ เรียบเรียงไม่ได้ ความคิดยังไม่ตกผลึกทั้งๆ ที่นับถือศาสนานี้มาแล้วชั่วชีวิต ย่อมหมายความว่า เราเป็นคนไม่ใส่ใจในศาสนาตนเองเท่าที่ควร ไม่ต้องไปตกใจหรือรู้สึกผิดบาป ทุกอย่างแก้ไขได้

Via ศิษย์ครูอ้อย group
 

ขอย้อนกลับไปในช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งมันจะเป็นความทรงจำดีๆของเราตลอดไป :)
เราเพิ่งมาเริ่มเขียนนะ ต้องย้อนกลับไปเกือบยี่สิบวันเลยทีเดียว ///

 

       วันเกิดเรา 20 กุมภาพันธ์  2555

ปีนี้ตรงกับวันจันทร์ด้วยแหละ

แสนจะดีใจก็เพราะถ้ามันตรงกับเสาร์อาทิตย์ก็จะไม่มีเพื่อนร้อง HBD ให้ฟังสดๆน่ะสิ555

ตลอดสองปีที่ผ่านมาวันเกิดเราตรงกับวันเสาร์และวันอาทิตย์

มาปีนี้มันจึงดูพิเศษมากขึ้นที่วันเกิดเราตรงกับวันมาโรงเรียน ^^

 

ตอนบ่ายๆของวันจันทร์ที่แสนจะว่าง

เพื่อนๆช่วยกันทำสายสิญจน์สำหรับงานวันปัจฉิม

เราก็ช่วยทำมั่วๆไป^^

ทำไปทำมาง่วงนอนจึงฟุบกับโต๊ะใต้อาคาร 5 และก็ผล็อยหลับไป

 

...,,อยู่ดีๆดันได้ยินเสียงทุบโต๊ะดังปึ้ง ปั้ง

กำลังหลับอยู่เลยตื่นเงยหน้าขึ้นมาดู

ก็เห็นเพื่อนๆร้อง Happy Birthday

ทุกคนล้อมวงมาที่เรา

รู้สึกเขินๆเลย 555

ในตอนนั้น ไม่รู้เลยว่านี่เป็นเพียงเซอร์ไพร์แรกเท่านั้น...

 

เย็นวันนั้น เราตัดสินใจที่จะขอแม่กลับบ้านดึก

เพราะอยากจะไปช่วยงานห้องช่วยเพื่อนๆเตรียมงานวันปัจฉิมกัน

ห้องเราไปจัดเตรียมงานกันที่บ้านจ๋าเพราะมันสะดวกที่สุดแล้ววว

 

ในงานปัจฉิมแอนด์คอนเกรท

ห้องเราได้รับผิดชอบตกแต่งเวทีหน้าเสาธง

ซึ่งแน่นอนว่างานนี้เวทีหน้าเสาธงจะต้องเริ่ดด

พวกเราเสนอไอเดียกันจนสุดท้ายออกมาในธีมขวดน้ำหลากสีสันแล้วห้อยเรียงลงมาเป็นสาย

จากนั้นพวกเราก็เริ่มลงมือทำกัน

เราก็ไปช่วยเค้าล้างขวดน้ำบ้าง ใส่น้ำสีบ้าง และอะไรอีกนานา

อ้อ...ได้เขียนกระดาษแผ่นเล็กๆเพื่อแปะกระดานด้วยแหละ

อันนี้เอาไว้แต่งซุ้มห้อง

เราเขียนคำว่า-- ง่วงนอน,ความเชื่อ,วัดใจ,กรูเซ็ง,รอ wait for--แล้วก็อะไรอีกจำไม่ได้

สนุกดีจริงๆๆ มีความสุขที่ได้ทำอะไรแบบนี้กับเพื่อน

       ((เราทำงานไปก็แอบไปเล่นคอมบ้าง

ก็เราอยากเช็คเฟสนี่นาว่าใครมาอวยพรวันเกิดให้บ้างงง  อิอิ

เล่นๆอยู่ไฟก็ดับ คิดว่าคงมีคนเผลอกดปิดมั๊ง

เลยไม่ได้สนใจอะไร ก็เล่นต่อไป

แต่อยู่ๆมีเสียง Happy Birthday ดังขึ้น

เลยหันหลังไป เจอมะกับดาถือเค้กที่มีเทียนด้วยมาพร้อมกับเพื่อนๆคนอื่นๆ

เซอไพรซ์มากๆ รู้สึกซึ้งกับที่เพื่อนๆทำให้มากๆเลย

รู้สึกอิ่มใจจนไม่หิวเค้กเลยแหละ >,<

 

    ***ดีใจที่วันเกิดของเราในปีนี้

เราได้อยู่กับเพื่อน ได้มีเพื่อนมา HBD ให้

ขอบคุณเพื่อนๆมากๆจริงๆ

 

 

ลืมเล่าไปอย่างหนึ่ง

คือว่าตอนเช้าพวกเพื่อนๆก็เตรียมเรื่องเพลงที่จะร้องวันปัจฉิมกัน

แล้วคือเพื่อนจะมีทั้งที่สมหวังสอบติดมีที่เรียนดีๆบรรลุpurposeประมาณนี้

แต่ก็ยังมีเพื่อนที่ยังไม่สมหวังด้วยใช่มั๊ยล่ะ

ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในกลุ่มหลัง

 

ก็อยากจะขอบคุณเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังคิดถึงคนที่เป็นแบบเราๆ

คือมันจะไม่คิดถึงก็ได้นะ  วันปัจฉิมก็เหมือนกับวันฉลองที่อุตส่าห์พากเพียรมาและสำเร็จซักที

อาจจะเป็นเพราะห้องเราในตอนนั้นคนบรรลุ purpose อาจจะยังมีไม่เยอะด้วยแหละ

อ้อ...สรุปว่าห้องเราจะแสดงบนเวทีโดยร้องเพลงไกล(ออกัส)

และเพลงดั่งฝันฉันใด (เวอร์ชันห้องเราเองนะ)

 

 

 

-----------มาดูวันต่อมา 21 กุมภา 2555  ก่อนวันปัจฉิมหนึ่งวัน :)

 

วันนี้จำได้ว่าเรามาโรงเรียนสาย

คุณแม่สุดที่เลิฟฟขับรถมาส่งเราคนเดียวว

คิดแล้วก็โคตรรักแม่เลยยยย TT

ช่วงนั้นแม่พาหลบจะได้ไม่ต้องเจอกักอยู่บ่อยๆ

ถ้าไปถึง รร แล้วเค้ายังกักคนมาสายอยู่

แม่ก็จะพาไปกินข้าวก่อน :)

แม่เราไปรับไปส่งตลอด

และบางทีแม่ก็ขับรถมาที่โรงเรียนไม่ต่ำกว่าหกรอบในหนึ่งวัน (นับไปกลับ)  OoO

 

เมื่อเรามาถึงโรงเรียน พวกเพื่อนผู้ชายก็กำลังต่อโครงเหล็กเพื่อทำเวทีบนเสาธงกัน

เห็นมันขึ้นปีนกันแล้ว ก็น่าหวาดเสียวอยู่เหมือนกัน

ของหลายอย่างๆที่เราได้จัดเตรียมกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

ก็ได้เริ่มนำมาที่โรงเรียน เพื่อจัดแต่งเวที

เราก็เป็นคนไปขนของด้วยย

นั่งรถเฟิร์นไปขนของกับเพื่อนๆที่บ้านจ๋า สนุกกดี

กลับมาโรงเรียนก็มาช่วยเพื่อนผูกเชือกกับขวดแล้วก็ร้อยๆกัน

คอยส่งสายขวดให้พวกเพื่อนผู้ชายที่ปีนโครงเหล็กเพื่อนำขวดไปแต่งเวทีด้วย

เอ๊ะ!ไม่สิ เรียกว่าคอยแก้ปมเชือกที่พันกันม๊ากมากแล้วส่งต่อให้มันจะถูกกว่า

และแล้วในตอนเกือบๆสี่โมงเย็นเวทีของพวกเราก็เสร็จสวยมากๆ เก๋จริงๆ ^^

 

เมื่องานบนเวทีจบไป แต่...แต่มันยังไม่จบแค่นั้น

เพราะมันยังมีซุ้มห้องที่ต้องทำอีก OoO

จะเสร็จทันมั๊ยล่ะนั่น !

 

ธีมซุ้มของพวกเราคือจะเป็นป้ายรถประจำทาง

เปรียบเสมือนห้องเราเป็นสถานีสถานีหนึ่ง

ชื่อว่า ''Six-One Station"

ปลายทางของพวกเราคือมหาวิทยาลัยต่างๆ

ขอนแก่น มหิดล มทส จุฬา ธรรมศาสตร์ ประมาณนี้

เริ่มแรกพวกเราก็ช่วยๆกันทำป้ายปลายทางก่อน

ดีที่เพื่อนๆช่วยกันทาสีป้ายมหาลัยแต่ละอันไว้แล้ว

พอมาตอนเย็นจึงเอาป้ายเหล่านั้นมาแปะบนกระดานได้เลย

ขอบอกว่า การระบายสีป้ายนั้นทำยากๆจริงๆ

กว่าจะทำให้สีบนป้ายเนียนได้ เล่นเอาซะเหนื่อยย

 

เย็นมากแล้ว

ซุ้มของห้องอื่นเกือบเสร็จหรือเสร็จกันแล้วทั้งนั้น

แต่ห้องเรายังไปไม่ถึงไหนเลย เฮ้ออออ

ก็เพราะห้องเรามัวแต่ไปช่วยกันทำเวทีกลาง

ซุ้มห้องจึงเริ่มทำช้ากว่าห้องอื่น

แต่ก็ไม่เป็นไร ช่วยๆกันทำต่อเด๋วก็เสร็จ

พวกเราตกลงกันว่า

จะทำป้ายเป็นเส้นทางที่บอกว่าตลอดสามปี

ชีวิตมอปลายของพวกเราผ่านอะไรมาบ้างง

และก็นำภาพถ่ายไปแปะตลอดเส้นทางนั้น

จึงมีเพื่อนบางส่วนต้องออกนอกโรงเรียนเพื่อไปปริ้นทภาพและทำอะไรอีกหลายอย่าง

และมีบางส่วนที่ยังอยู่ในโรงเรียนคอยตกแต่งเวทีกลางเพิ่มเติม

ส่วนเราก็นั่งอยู่ที่ซุ้มห้อง ก็ยังไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่

ไม่รู้จะทำไงทำอะไรดีมากกว่า

 

ริ่มมืดแล้ว

ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงประกาศขึ้นมาว่า

''ประกาศไม่อนุญาตให้นักเรียนอยู่ที่โรงเรียนเกินห้าคนต่อหนึ่งห้อง

และทางโรงเรียนจะทำการปิดไฟสปอตไลท์ในเวลายี่สิบเอ็ดนาฬิกา "

ฮะ!!เจ๊เอ่อครูเกลียวพันธ์ ประกาศ

หาเรื่องเดือดร้อนให้พวกเราอีกแล้ววว

แล้วอย่างนี้จะทำยังไง

งานซุ้มเราจะเสร็จไหมเนี่ยยย

ตอนแรกกะว่าคืนนี้จะอยู่ที่โรงเรียนทั้งคืนด้วยซ้ำ

แล้วประกาศมาแบบนี้ ก็อึ้งกันน่ะสิคะ

แต่พวกเราไม่ยอมทำตามที่คุณครูประกาศง่ายๆหรอก

 เชื่อมั๊ยว่าพวกเราก็มีวิธีที่จะทำให้ห้องเราได้อยู่ที่โรงเรียนเกินกว่าห้าคน

ก็หกทับหนึ่งซะอย่างเนอะ  มีคุณครูที่ปรึกษาและยามคอยช่วยขนาดนี้ 555

รักคุณครูที่ปรึกษาและยามมากเลยยย อิอิ

 

เมื่อเวลาสามทุ่มมาถึง

ไฟสปอตไล์ก็ถูกปิดทีละดวงทีละดวงจนมืดเกือบสนิท

พวกเราทุกคนรู้ว่าคงทำอะไรกันต่อไม่ได้แล้วล่ะ

คงต้องยอมจำนน

จึงพากันไปรวมตัวกันต่อที่บ้านจ๋าดีกว่า

ก็ไปนั่งดูภาพที่แอร์ปริ้นท์มากัน

แลัวก็ซ้อมร้องเพลงที่ห้องเราจะต้องแสดงกันในวันพรุ่งนี้

เชื่อมั๊ย...บรรยากาศตอนที่ทุกคนซ้อมร้องเพลง

เราชอบมากๆทุกๆอย่างเงียบกริบมีแต่เสียงของพวกเรา

เสียงของมิตรภาพระหว่างเพื่อนและเพื่อน

เสียงของเพลงที่รวมพวกเราเป็นหนึ่ง

พวกเราซ้อมร้องกันอยู่หลายรอบ

และหลังจากนั้นก็เปิดวงนั่งเม้าท์สัพเพเหระนานาเยอะมากกก

ขอบอกว่าไอ่เราน่ะโคตรง่วงเลยยยแทบจะหลับคาวงเม้าท์ ^^

 

คืนนั้นมันเป็นคืนก่อนวันปัจฉิมใช่ป่ะ

เราเลยขอแม่นอนบ้านปลื้ม

แม่จะได้ไม่ต้องมารับดึกๆ

และหลังจากกลับบ้านจ๋ามา

เราก็มานอนที่บ้านปลื้ม

ต้องรีบนอนเพราะพรุ่งนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่

ไปทำอะไรล่ะคะ ก็ไปทำซุ้มห้องต่อให้เสร็จน่ะสิ

ชีวิตช่วงนั้นมันมีอะไรมากมายจริงๆ 555

ถ้าเป็นแบบนี้ติดต่อกันซักหนึ่งอาทิตย์...ไม่รู้เหมือนกันจะรอดมั๊ย555

 

เวลาสี่นาฬิกาาาาาา

ตื่นๆ ไม่ตื่นก้อต้องตื่น

ง่วงนอนนน คนมันไม่เคยตื่นเช้าก็ลำบากหน่อย555

และแล้วเราก็ยกขบวนกันไปโรงเรียน

ลุงยามเปิดสปอดไลท์กลางสนามไว้ให้แล้วเรียบร้อย

พวกเราก็ไปช่วยกันทำซุ้มต่อ ก็ทำๆกันไป

สักพักมีเพื่อนบอกว่าอุปกรณ์ขาดต้องไปซื้อ

แต่นี่มันตีห้า จะไปหาซื้อจากร้านที่ไหนล่ะ

เพื่อนมันเลยบอกว่าให้เราไปเฝ้ารอที่ร้านร้านหนึ่ง

เผื่อว่าเค้าเปิดปุ๊บก็จะได้ซื้อเลยย จะได้ทันเวลา

Ohhh No ชั้นต้องไปนั่งเฝ้ารอร้านเปิด

แต่ก็ต้องไป ไปถึงก็ไปนั่งตบยุงรอจนกว่าร้านจะเปิด

นั่งรอน่าเบื่อมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

จากนั้นก็กลับบ้านปลื้มไปอาบน้ำเพื่อแต่งตัวมาโรงเรียนอีกครั้ง

ในฐานะพี่มอหกซึ่งกำลังจะเข้าพิธีCongratulation และ ปัจฉิมนิเทศ

 

 

------- 22 กุมภาพันธ์  2555

 

...และแล้ววันนี้ก็มาถึง

วัน Congratulation และ ปัจฉิมนิเทศ ของนักเรียนชั้นมอหก

กิจกรรมนี้มีทุกปี แต่ปีนี้พิเศษตรงที่ว่า

กิจกรรมในวันนี้เป็นของเราและๆเพื่อนชาวมอหกทุกคน

เรียนโรงเรียนแห่งนี้มาตั้งแต่มอหนึ่ง

ทุกๆปีก็ได้เห็นวันคอนเกรทและปัจฉิมของรุ่นพี่ๆ

และเราเองก็ได้มีวันนี้เหมือนพี่ๆเค้าเหมือนกัน >,<

 

เริ่มงานด้วยพิธีคอนเกรทูเลชัน

เราก็ขึ้นไปรับดอกไม้

ได้รับชุดท้ายสุดเลยยย

เพราะว่ามาสายไปหน่อย

ขอย้ำว่าหน่อยเท่านั้น ^^

จากนั้นก็ไปที่บริเวณซุ้มห้องของเรา

พวกเราชาวมอหกทุกคนยืนล้อมวงล้อมรุ่นน้องทั้งหมดที่นั่งอยู่

และได้ร้องเพลงมาร์ชโรงเรียนเป็นครั้งสุดท้าย

ก่อนที่จะจากโรงเรียนนี้ไป

บรรยากาศรู้สึกขลังมากๆ รักโรงเรียนแห่งนี้

ที่ที่เราอยู่เรียนมาตลอดหกปี

ที่ที่ทำให้เราได้มาพบเพื่อน พบคุณครู

พบกับมิตรภาพ  พบกับความสุข ความสนุก เกือบครบทุกรสชาติ

จากนั้นได้มีการแสดงร้องเพลงของเพื่อนๆห้องอื่นๆบนเวที

ซึ้งมากๆเหมือนกัน ...

 

เริ่มมีรุ่นน้องๆมาบริเวณแถบซุ้มพวกเรา

รุ่นน้องมาผูกข้อมือให้กับรุ่นพี่

เรารู้สึกชอบบรรยากาศนี้มากก

มันเหมือนแสดงถึงความผูกพันระหว่างพี่กับน้องน้องกับพี่

น้องรหัสเรามากันครบทุกคน

รักน้องรหัสนะ ขอบคุณมากๆที่อุตส่าห์มาผูกข้อมือและเอาของมาให้พี่ด้วย :)

แต่ผูกข้อมือได้ไม่นาน

พวกเราชาวมอหกก็ถูกเรียกไปที่หอประชุม

เพื่อเข้ารับพิธีปัจฉิมนิเทศต่อไป

จริงๆยังไม่อยากไปเลยนะ

อยากอยู่ผูกข้อมือต่อ ^^

 

เมื่อไปถึงหอประชุม

พวกเราก็นั่งเรียงกันเป็นแต่ละห้องๆ

ระหว่างรอพิธี เราก็พากันผูกข้อมือให้เพื่อนข้างๆ

ผูกกันไปผูกกันมา อวยพรกันไป อวยพรกันมา รักกันๆ

แต่ไม่นานก็ต้องหยุดผูกข้อมือกัน

เมื่อพิธีบายศรีสู่ขวํัญกำลังจะเริ่มขึ้น (ดูขลั๊งขลัง)

 

บายศรีสู่ขวัญจบลง

พิธีกรบอกว่าให้เราไปรับผูกข้อมือจากคุณครูทั้งหลาย

เราก็เลยลุกขึ้นไปต่อแถวรอรับสายสิญจน์

คนแรกที่เราไปหาคือคุณครูเอกชัย

เป็นคุณครูที่ปรึกษาเราเอง

คุณครูดูน้ำตาซึมๆด้วย

คุณครูพูดมาเพียงแค่ประโยคเดียว

พูดเหมือนๆกันกับนักเรียนทุกคน

เรารู้สึกว่าคุณครูพูดไม่ออก

เหมือนว่าคุณครูอยากพูดอะไรมากกว่านี้

แต่ก็ไม่ได้พูด...

คุณครูคนต่อมาที่เราเข้าไปหาคือ

คุณครูเพลินพิศ...

หลังจากคุณครูพูดจบเราถอยออกมา

และร้องไห้โฮเลย

คือแบบร้องไห้หนักมากกก

มันเสียใจมากกกกกกกกก

คุณครูคะ...หนูรักคุณครู หนู...

 

เราก็ไปให้คุณครูหลายๆคนผูกให้

คุณครูทวีสิทธิ์ถามเราว่า

''ชุติกาญจน์ ชอบกฎหมายหรอ ดีแล้วจะได้....บลาๆๆ''

เราทำหน้าแหยๆ เอ่อม่ายยยค่ะ แหะๆ

คุณครูเลยบอกว่า''เอาล่ะ จะยังไงก็แล้วแต่ ขอให้...  ''

555555  ^^

 

 

ยังได้รับผูกข้อมือจากคุณครูไม่เยอะเลย

ก็ต้องมาฟังโอวาทจาก ผอ และคุณครู

นี่คงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วสินะ

ที่คุณครูจะมีโอกาสได้สั่งสอน แนะนำ ตักเตือนพวกเรา

ตลอดหกปีที่อยู่โรงเรียนแห่งนี้คุณครูคอยให้ความรัก ความเอาใส่ใจ ดูแลพวกเราเหมือนลูก

รักและผูกพันกับคุณครูมากๆ

--มีเซอรไพร์ด้วย

คุณครูที่ปรึกษาชั้นมอหกขึ้นเวทีร้องเพลง''รางวัลให้ครู''แด่ลูกศิษย์

ซึ้งมากๆๆไม่อยากจากคุณครูไปเลย

เราได้เอาดอกไม้ไปให้ที่ปรึกษาเราหน้าเวทีด้วย ^^

 

จากนั้นก้อถึงการแสดงของห้องเรา

อื้มม ไม่มีใครสนใจการแสดงของห้องเราเลย

เพราะเค้ามัวแต่กินข้าวกัน

แต่ก็ไม่เป็นไร แค่เราได้ร้องเพลงกับเพื่อนห้องเราทั้งหมด

แค่นี้เราก็มีความสุขแล้วล่ะ

เพราะเรารักห้องเรามากกว่าที่จะไปแคร์คนอื่น :))

 

ช่วงบ่ายพวกเราก็นั่งดูการแสดงของห้องอื่นๆ

แต่ก็ไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่

นั่งผูกข้อมืออวยพรขอบคุณกันและกันมากกว่า

จริงๆแล้วก็ผูกไปแล้วช่วงหนึ่งก่อนหน้านี้

เพื่อนๆเริ่มร้องไห้กันตอนช่วงผูกข้อมือให้กันและกันนี่แหละ

เราน่ะอยากจดจำคำพูดที่เพื่อนทุกคนพูดตอนผูกข้อมือให้

แต่ว่าเราก็จำได้บ้างไม่ได้บ้าง

ช่วงที่ร้องไห้จากที่ครูเพลินพิศ...ต่อจากนั้นมีเพื่อนมาผูกให้

แทบจะไม่ค่อยมีสติรับรู้อะไรเลย อาการหนัก ^^

 

กิจกรรมสุดท้ายของงานนี้คือ

กิจกรรมคุณครูส่งลูกศิษย์พวกเรายืนเรียงแถวกันกันแล้วเดินไปเรื่อยๆ

จะมีคุณครูยืนเรียงกันคอยอยู่ด้านหน้า

คอยกอด คอยให้พร แก่พวกเรา

เราก็ไหว้และขอบคุณครูทุกๆคน

ได้บอกครูชัชรีย์ว่า หนูรักคุณนะคะ อืม...

ได้กอดคุณครูอัมพร

ได้กอดคุณครูเพลินพิศ

คุณครูพูด ทำเอาเราน้ำตาคลออีกแล้ว TT

 

หลังจากนั้นพวกเราก็พากันไปถ่ายรูปที่ซุุ้มห้องและที่หน้าเวที

ถ่ายรูปกับเพื่อนในชุดนักเรียนทรงผมสั้นๆเก็บไว้

เพราะรู้ว่าภาพเหล่านี้มันจะไม่มีอีกแล้ววว :)


 



 เรามารีวิวภาพกันเถอะ :)

 

 

                      

 

ภาพเวทีที่มาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเรา AP 6/1 PKC ทุ๊กกกคน^^

 

ซุ้มห้องเราเอง :)))

 

ถ่ายจากมุมนี้ ก้อสวยยดี ก้อคนมันสวย 555

 

ป้ายบอกทาง >,<

ถ่ายหลังจากเสร็จพิธีปัจฉิม :p

เพื่อนสนิทเราเอง รักม๊ากมาก

ไปขนของจากบ้านเพื่อนมาที่โรงเรียน

 

ภาพนี้ได้ feel มากก ^_^

ชอบภาพนี้ ใต้แสงเทียน

งานนี้สายสิญจน์เยอะมากกกกก

 

 
 
 
 
 
 
ในตอนนี้....ผ่านไปแล้ว
 
สำหรับงาน Party 6/1 Six-One Station
 
สนุกมากๆๆๆ .............

งานนี้อาหารการกินเยอะดี

เครื่องดื่มมาเพียบบบบบบบบ
 
เปิดเพลงแดนซ์ด้วยยยยยยยยย
 
จนตอนนี้เรายังไม่หายระบมเลยย ^^

แอกทิวิตี้งานในนี้มีมากมายยยย
 
กิน เต้น เล่น ดื่ม 55555
 
เราทำไม่ครบทุกแอกทิวิตี้นะ 555
 
แต่เพื่อนบางคนจัดเต็ม
 
ทำตั้งแต่ กิน เต้น เล่น และดื่ม
 
 
 
งานจัดที่บ้านป๊อบเล็ก
 
สะดวกมากๆๆเพราะบ้านเค้าสร้างมาเหมือนเพื่อเอาไว้จัดงานเลยย
 
สะดวกแม้กระทั่งมีโต๊ะไว้นั่งล้อมวงเล่น...ฮ่าๆ
 
 
งานนี้แอกทิวิตี้ที่เราอยู่นานสุดคือ Dance ^^
 
พอดึกๆวงเต้นก็เริ่มหายๆ มันเริ่มเหนื่อยกัน

แต่เราคิดว่าเรายังไหวต่อนะ 555 (เราหยุดพักบ่อยด้วยล่ะมั๊งง คริคริ )
 
พวกเต้นๆมันพากันย้ายไปอยู่วงเล่น
 
แต่ขาเต้นบางคนนี่ไม่มาเต้นเลย
 
เพราะมันพากันไปอยู่วงเล่นตั้งแต่เริ่มแรก 5555
 
 
 
ดึกแล้ววว เริ่มง่วงนอน
 
ก็เลยไปหาที่นอน ป๋อเล็กพาไปนอนในห้อง
 
เปิดแอร์ สบายยยยมากกกก...สิบห้าองศา 55 >>แต่นอนไม่หลับเลย
 
เพราะไอ่พวกที่ว่าจะมานอน มันพากันมาเปิดวงเล่นในห้องอีกน่ะสิ 555
 
เด๋วก็น้ำเต้า ปู ปลา เด๋วก็ไพ่
 
เราก็ได้แต่ดูพวกมันเล่น ก็อยากเล่นนะ

แต่มันไม่มีแรงจะเล่นแล้ว
 
ง่วงนอนแต่จะนอนก็ไม่หลับ ^^
 
ระก๊ากกกเหมือนกันในห้อง 555
 
 
 
งานนี้คนเมาเยอะอ่ะ 555
 
โดยเฉพาะคนเมาที่อ้วกให้ชั้นเห็น
 
แหวะๆๆๆ ขัดอารมณ์และบรรยากาศตอนนั่งกินบัวลอยแกว่งชิงช้ามากๆ 555
 
และคนเมาที่มาถ่ายรูปให้ั้ชั้น
 
มันอาการหนักมากกกกก หน้าก้อแดง ตาก็เบลอ ^^
 
ดีแล้วล่ะที่มันไม่กลับบ้าน  ...
 
 
มีความสุขนะ ได้นอนกับเพื่อนด้วยยย
 
สนุกดี กว่าจะหลับ หัวเราะกันระก๊ากกกก

555 โคตรตลกไอ่รุจ ฮาเกิ๊นนนน
 
พอตีสามไอ่พวกข้างในก็พากันปิดไฟนอน
 
แต่พวกข้างนอกยังระก๊ากได้อีกกกกกก
 
โดยเฉพาะเจ้ามือเค้าเลยยยยยย @Handa4th


เมื่อคืนสนุกดี
อยากเป็นแบบนี้อีกซักสองสามวัน
กว่าจะนอนหลับ หัวเราะจนท้องแข็ง กรามค้าง 555
กว่าจะตื่น คนอื่นเขาก็เก็บ/เคลียร์ของกัน
ไม่ได้ทำอะไร เพื่อนมันเลยบอกให้ไปล้างจาน
กว่าจะล้างเสร็จ เพื่อนก็กลับไปเกือบหมด
ล้างเสดก็กินกุ้งเผาต่อ ^^เสียดายเหลือน้อยไปหน่อย
กลับมาถึงบ้านตอนเที่ยง
ณ จุดนี้ ปวดเมื่อยตามร่างกายว่ะ มึนๆ อึนๆ...

คิดถึงเพื่อน อยากอยู่ด้วยกันอีกกกกกก ###
:DDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDDD
 
 
 
^^ มันเป็นภาพความสนุก
ภาพความมันส์ ภาพในความทรงจำ
และจะได้ไม่ลืมกัน กาลต่อไป :)))
 
-------------------------------------
 
 
@อยากอยู่ด้วยกันอีก
กำลังรอคอยว่าปาร์ตี้หน้า 30 มีนา จะได้เกิดขึ้นหรือไม่
 
@ขอแค่มีพวกเรา เพื่อนๆเราทุกๆคน
งานก็สนุกได้เสมออออ ###
 
 

เพื่อนๆทุกคนคงรู้ดีว่าวันนี้เป็นวันเรียนวันสุดท้ายในชีวิตมัธยมปลายของพวกเรา

คิดแล้วมันก็อดใจหายไม่ได้  เพื่อนที่รักที่อยู่ด้วยกันมานาน

จะต้องแยกย้ายจากกันไปตามทางของแต่ละคน

 

พวกเราเดินบนเส้นทางแห่งการเติบโตมาพร้อมๆกัน

ร่วมกิน ร่วมเที่ยว ร่วมเรียน ร่วมเล่น มาตลอดสามปี  หกปี หรือสิบสองปี

แต่อีกไม่นานนี้คงจะต้องถึงทางแยกที่เราจะต้องเลี้ยวไปคนละทาง

ไม่ใช่ทางเดียวกันเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว           

 

แม้เส้นทางชีวิตในอนาคตเราอาจมาบรรจบกันได้ยาก

แต่ด้วยมิตรภาพ ความรัก ความผูกพัน  ของพวกเราจะทำให้พวกเราเป็นเพื่อนกันตลอดไป

 

เคยไปอ่านเจอ มีคนเคยบอกว่า เพื่อนช่วงมัธยมปลายจะเป็นเพื่อนที่เรารู้สึกรักและผูกพันที่สุด

คงเป็นเพราะได้อยู่ด้วยกันในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างชีวิตความเป็นเด็กกับชีวิตการเป็นผู้ใหญ่

ผ่านอะไรหลายๆอย่างมาด้วยกันทั้งทุกข์และสุข 

เพื่อนคอยช่วยเหลือ คอยรับฟัง คอยแนะนำ  คอยปลอบใจ และให้กำลังใจเราเสมอมา

ขอบคุณเพื่อนที่ทำให้เราได้มีเพื่อน

 

 

 

------------------

 

 

 

พรุ่งนี้แล้วสินะ จะต้องแยกย้ายกันไป...

พบเจอสิ่งใหม่ใหม่ของวันข้างหน้า

รู้ไหม นอกจากใบ รบ.หนึ่งใบที่ได้มา

ยังมี "มิตรภาพ" ล้ำค่า ที่วันเวลาแถมมาแบบไม่รู้ตัว

เร็วนะ เธอว่ามั้ย...

ไม่น่าเชื่อเลยว่าเวลาจะผ่านไปเร็วแบบนี้

เรียน เล่น เที่ยว เผลอแผล็บเดียวสามปี

แต่คล้ายกับว่า เมื่อวานนี้เราเพิ่งเจอกัน

เธอรู้สึกอย่างไรฉันรู้

เพราะที่เธอกำลังรู้สึกอยู่คงเหมือนกับฉัน

ไม่เป็นไรหรอกนะ ถึงเราจะต้องจากกัน

แต่เชื่อสิ ความเป็นเพื่อนของเรานั้น จะอยู่ข้างกันตลอดไป

ไม่ต้องรีบลุกเหมือนทุกเช้า เสื้อนักเรียนตัวเก่าแขวนข้างฝา

ได้ปิดเทอม ก็ดีแล้วนินา อุตส่าห์รอวันนี้มาตั้งหลายปี

แต่ทำไมหัวใจกลับเหงาเหงา

เสื้อนักเรียนตัวเก่าเปรอะเปื้อนสี

ลายมือใครเป็นใครยังจำได้ดี เมื่อวานนี้ยังเฮฮา ร่ำลากัน

 

 กลายเป็นเช้าที่เหว่ว้ากว่าทุกเช้า

เสื้อนักเรียนตัวเก่า เหงาเท่าฉัน

เคยหยอกล้อเล่นสนุกอยู่ทุกวัน กว่าจะรู้ว่าผูกพันก็วันลา

และวันนี้ก็ไม่ต้องรีบลุกเหมือนทุกทุกเช้า

เสื้อนักเรียนตัวเก่าก็ยังแขวนข้างฝา

อยากให้วันที่ผ่านลับกลับย้อนมา

ไม่อยากเหงา เหว่ว้า อย่างนี้เลย จริงจริงนะ

พรุ่งนี้จะไม่มีเสียงกระดิ่ง

ดังกริ่งกริ่ง ตอนแปดโมงเช้า

ไม่มีใครมาตรวจเครื่องแต่งกายเรา

ไม่มีภาพเก่าเก่า ของวันวาน

ไม่มีเสียงหยอกเย้า

ไม่มีข้าวแกงร้านเก่าในโรงอาหาร

ไม่มีกีฬาสี ไม่มีนิทรรศการ

ไม่มีกระดาน ไม่มีการบ้านของใคร(ให้เราลอก....อีกแล้ว)

 

 คงมีแต่คำว่า "เพื่อน"

ที่จะไม่ถูกลบเลือนไม่ว่าวันไหน

วันนี้ วันพรุ่งนี้ และตลอดไป

จะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำ

ในห้องเล็กเล็ก ห้องนี้

มีความรู้สึกดีดีซ่อนอยู่

อบอุ่น สดใส ไปทุกอณู

ฉันเชื่อว่าเธอก็รู้ เพราะเราอยู่ห้องเดียวกัน

สำหรับคนอื่นมันอาจเป็นเพียงห้องเรียนเก่าเก่า

แต่สำหรับเรา ความหมายมันมากกว่านั้น

โต๊ะเรียน กระดานดำ ความผูกพัน

อยากบอกเธอว่า "ห้องเดียวกัน....สำคัญเสมอ" จริง จริง

 

 

1."ง่วงนอนนน และมึน"
สมองไปแล่วววววว
ขี้เกียจอาบน้ำ แต่อากาศร้อนมักๆๆๆ

2."ง่าาา เราทำไม่ได้จริงๆ ฮ่าาาาาา"
ถ้าเราทำได้ ก้อคงไม่ใช่เด็กแล้วม๊างงงง
เอ๊ะแต่เราก้อไม่เด็ก จะสิบแปดอยุรอมร่อ
ไม่เปนไรยังไงก้อพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ
วาทศิลป์:D

... 3.เข้ากับชีวิตเราในช่วงนี้มากที่สุด
"สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ"
สำหรับเรา มันอยู่ที่มุมมองของตัวเราเอง
ทั้งนั้นแหละ

4.อยากจดบันทึกลงสมุด
ไม่ธรรมดาจริงๆ ประสบการณ์ ความคิด การกระทำ และคำพูด
ขอนอนก่อนน้าาาา ว่างๆจะมาเขียนต่อ
คงไม่ลืมไปพร้อมกับสมองที่ไปแล่ววววของเราในตอนนี้นะ 555

5.สนุกดี กินเนื้อย่าง
ได้กินเนื้อมันชิ้นที่ไอ่แอร์เลี้ยงมา
แต่สุดท้ายยก้อเสดคนไม่รุอะไรอย่างเขา 555
กินไอติมหมดไปสามก้อน บอกเพื่อนว่าที่บ้านไม่มีขาย
ฮิฮิ ดราม่าเพื่อได้กินอย่างมีความสุขอ่ะ 555
***ขอบคุณหมออิงกะหมอแอมด้วย ที่เป็นเจ้าภาพในครั้งนี้:)

6.มาเตือนเด็กมอหกว่า
คุณจะได้ใช้ชีวิตกับเพื่อนมัธยมปลาย
อีกแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น ไม่นับอาทิตย์สอบ
อยากเขียนเฟรนด์ชิพ ง่าา พูดแล้วมันเศร้าจับจิต

7.สุดท้ายเราคงหนีไม่พ้น
o-net gatpat รอบสอง เป็นแน่แท้
พยายามไม่ท้อแท้ ไม่เสียใจ ไม่เสียดาย
ยอมรับ accept admit กับ I'm dek add 55.
เพราะ สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว...สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ :)

โอ้ววววว... เจ็ดข้อยาวมากกก
ยังไม่หมด อยากขียนต่อ แต่ไว้ก่อนนะ
สมองไม่ไหวแล่ววววววววววววววววว

มาต่อๆ
ไปอาบน้ำมาแล้ว

8.เห็นทรงผมตัวเองแล้ว
ละเหี่ยใจ ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
อยากเปลี่ยนทรงผมแล้ว
ไม่อยากไว้ผมสั้น
แต่อีกหนึ่งเดือนเท่านั้น...ที่เราจะได้ใช้กฎระเบียบนี
กฎที่เราใช้มาตลอดการเป็นนักเรียน
**หาข้อดีของการอยู่ใน รร ที่บังคับตัดผมสั้นได้แล้ว
>>มันจะรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ เมื่อคุณจะได้จบม.6
ต่อไปนี้เราจะไม่ต้องตัดสั้นและตัดเกรียนแล้ว เย้...
ซึ่งเด็กโรงเรียนที่ให้ไว้ผมยาวจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสความรู้สึกนี้ 555

9.จะต้องเร่งปั่นหนังสือติวให้น้องรหัส
ไม่รุจะทำได้ดีแค่ไหน เวลาเหลือน้อยลงทุกที
อาจจะต้อง flexible กันต่อไป 555
พี่ก็อยากช่วยน้องเท่าที่พี่ทำได้ล่ะ
แม้พี่จะยังเอาตัวเองไม่รอดก็ตาม 555

 

 

คำคมกาละแมร์ ; สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมดีเสมอ
ฮิฮิ 555 ...

อย่าเป็นหมอเพราะเห็นเป็นอาชีพสูง         อย่าเป็นหมอเพราะคนจูงให้เข้าหา

อย่าเป็นหมอเพราะชื่อเสียงและเงินตรา     อย่าเป็นหมอเพราะบุพการีให้เป็น

จงเป็นหมอเพราะจิตวิญญาณมี                จงเป็นหมอที่ดีไปทุกหน

จงเป็นหมอที่พร้อมช่วยเหลือคน               จงเป็นหมอที่พลีตนเพื่อประชา

อย่าเป็นหมอเพราะมีคนกราบไหว้             อย่าเป็นหมอให้เขารู้ว่ากูเจ๋ง

อย่าเป็นหมอเพราะไม่มีอะไรเป็น              อย่าเป็นหมอเพราะดูเด่นกว่าใครใคร

จงเป็นหมอเพราะเป็นด้วยใจรัก               จงเป็นหมอเพราะอยากช่วยคนทุกเข็ญ

จงเป็นหมอที่สมหมอควรจะเป็น               จงเป็นหมอที่ดีเด่นจนวันตาย

--------------------------------------------------------------------------------------------------------

ใครเจ๋งกว่า เจ๋งกว่าใคร ใครกำหนด

ทุกหยาดหยด พลังหมอ ทุ่มไปไหน

ทุ่มให้ชาติ เพื่อให้ตน ทุ่มให้ใคร

อยากภูมิใจ ต้องเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน

ใครเจ๋งกว่า เจ๋งกว่าใคร ใครกำหนด

ทุกหยาดหยด คะแนนเอนท์(แอดฯ) มาตัดสิน

"ค่าคะแนน มิอาจวัด ค่าแห่งจินต์"

ทุ่มเพื่อชาติ เพื่อแผ่นดิน จึงยอดคน

 ------------------------------------------------

 

ฟ้าสักแสนฟ้าจะฝ่าฟ้า

ฝนสักแสนห่าจะฝ่าฝน

ชลกว้างหนักหนาจะฝ่าชล

ไฟพลุ่งโพล่งล้นจะฝ่าไฟ

เขาข้ามเขตคามจะข้ามเขา

ใฝ่ความดีเราจะฝันใฝ่

ใจแม้นบิดเบือนจะเตือนใจ

ลมแรงเพียงไหนจะต้านลม

///วพม

 ---------------------------------

 
แม้คุณจะเป็นผู้ชนะ แต่คุณจะไม่มีความยิ่งใหญ่ ถ้าคุณไม่รู้ว่า กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งที่สุด คือ "หัวใจ"

หวังไกลสุดฟ้า

หนึ่งคนกล้ายังตามฝัน

ใจเกินร้อย ร้อยเป็นเดิมพัน

สักวันฝันจะเป็นจริง

ทุกวันทั้งน้ำตา

แรงศรัทธายังคงในใจ

ฝันยิ่งใหญ่ไกลแสนไกล

จะขอไปให้ถึงสักวัน

--------------------------